Loading...

Wednesday, December 19, 2012

โรคเก๊ามีอาการอย่างไร


โรคเก๊ามีอาการอย่างไร

เเถวบ้านผมเป็นบ่อยครับเเต่รายระเอียดที่เเน่นอนโปรดอ่านได้ครับ
โดย นพ.สิทธิ์ หงษ์ทรงเกียรติอายุรแพทย์โรคข้อและรูมาติสซั่ม
1. โรคเก๊าท์คืออะไร?    โรคเก๊าท์เป็นโรคที่เกิดจากการสะสมของกรดยูริคในร่างกายเป็นระยะเวลานาน จนเกิดการตกผลึกของเกลือยูเรตในข้อ และเกิดข้ออักเสบตามมาในที่สุด ในคำกล่าวทั่ว ๆ ไปคำว่าโรคเก๊าท์มักหมายถึงโรคข้ออักเสบเก๊าท์(รูปที่ 1) แต่ความจริงแล้วผลึกของเกลือยูเรตยังอาจสะสมในอวัยวะอื่น ๆ นอกเหนือจากข้อได้ด้วย เช่น สะสมที่ผิวหนังเรียกว่าปุ่มก้อนโทฟัส(รูปที่ 2) หากสะสมที่ไตจะทำให้เกิดนิ่วในไตหรือไตวายเรื้อรังได้



2. โรคเก๊าท์มีอาการอย่างไร?    โรคเก๊าท์มักจะเป็นที่ข้อในบริเวณส่วนล่างของร่างกายคือเข่า ข้อเท้า ข้อนิ้วเท้า โดยข้อแรกสุดที่เป็นมักจะเป็นที่ข้อเท้า หรือข้อโคนหัวแม่เท้า ข้อที่เป็นมักจะอักเสบอย่างรุนแรงคือ ปวด บวม แดง และร้อน อาการปวดจะมากขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงจุดสูงสุดภายใน 24-48 ชม. หากอักเสบมากอาจมีไข้ร่วมด้วย หลังจากนั้นอาจจะทุเลาลงเองได้ แต่หากไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้องต่อมาการอักเสบจะเกิดบ่อยขึ้น จำนวนข้อที่อักเสบจะมากขึ้น อาจลามมาถึงข้อในบริเวณส่วนบนของร่างกายได้ เช่น ข้อศอก ข้อมือ ข้อนิ้วมือ การอักเสบแต่ละครั้งจะนานขึ้น รุนแรงขึ้น รักษาได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดอาจกลายเป็นข้ออักเสบเรื้อรังที่ไม่หายสนิทหรือเกิดการทำลายของข้อ ทำให้เกิดความพิการตามมาได้
3. โรคเก๊าท์มีวิธีการวินิจฉัยอย่างไร     การวินิจฉัยที่แน่นอนที่สุดสำหรับโรคนี้ คือการตรวจพบผลึกของเกลือยูเรตจากน้ำไขข้อซึ่งได้มาจากการเจาะตรวจน้ำไขข้อขณะที่มีการอักเสบ(รูปที่ 3) หรือจากปุ่มก้อนโทฟัสซึ่งได้มาจากการใช้ปลายเข็มสะกิดมาตรวจ แต่ในกรณีที่ไม่มีโอกาสได้ตรวจด้วยวิธีการข้างต้น แพทย์จะพิจารณาจากประวัติของผู้ป่วย การตรวจร่างกาย และผลเลือดมาประกอบกันในการวินิจฉัยโรค
4. โรคเก๊าท์สามารถวินิจฉัยจากการตรวจเลือดได้หรือไม่    มีความเข้าใจผิดกันมากว่าการตรวจเลือดเพื่อหาระดับกรดยูริคเป็นการวินิจฉัยโรคเก๊าท์ แท้ที่จริงแล้วการตรวจเลือดเพื่อหาระดับกรดยูริคนั้นเป็นเพียงส่วนประกอบที่ช่วยในการวินิจฉัยโรคเท่านั้น โดยต้องใช้ประกอบกับการซักประวัติ และการตรวจร่างกายโดยแพทย์ การตรวจพบระดับกรดยูริคในเลือดสูงเพียงอย่างเดียวมิได้หมายความว่าผู้ป่วยจะต้องเป็นโรคเก๊าท์เสมอไป มีสาเหตุอื่น ๆ มากมายที่ทำให้ตรวจพบระดับกรดยูริคในเลือดสูงโดยที่ผู้ป่วยมิได้เป็นโรคเก๊าท์
5. ระดับกรดยูริคในเลือดควรมีค่าเท่าใด?    ระดับกรดยูริคในเลือดที่มากกว่า 7 มก./ดล. ติดต่อกันหลายครั้งเรียกว่ามีระดับกรดยูริคในเลือดสูง ในผู้ป่วยโรคเก๊าท์แพทย์จะปรับยาลดกรดยูริคจนได้ระดับต่ำกว่า 6 มก./ดล. ส่วนในรายที่มีปุ่มก้อนโทฟัสจะควบคุมระดับกรดยูริคในเลือดจนต่ำกว่า 5 มก./ดล. แต่ทั้งนี้แพทย์อาจปรับเปลี่ยนเป้าหมายได้ตามความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย
6. โรคเก๊าท์มีวิธีการรักษาอย่างไร    อันดับแรกสำหรับผู้ป่วยที่ติดสุราเรื้อรัง คือ ต้องเลิกสุราให้ได้เสียก่อน เพราะสุราทำให้ระดับกรดยูริคในเลือดสูง และการรักษาโรคเก๊าท์ต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ป่วยอย่างมาก หากยังคงติดสุราเรื้อรังก็ยากที่จะรักษาโรคนี้ให้ได้ผลดี สำหรับอาหารบางชนิด เช่น เนื้อแดง สัตว์ปีก เครื่องในสัตว์และอาหารทะเล อาจทำให้กรดยูริคในเลือดสูงได้ ไม่ควรรับประทานมากเกินไป ส่วนพืชจำพวกยอดและหน่อ เช่น หน่อไม้ ผักบุ้ง ผักกระเฉด ไม่มีผลต่อโรคเก๊าท์ ผู้ป่วยสามารถรับประทานได้ตามปกติ นอกจากนี้ผู้ป่วยควรดื่มน้ำมาก ๆ ดื่มนมไขมันต่ำเป็นประจำ และควบคุมน้ำหนักตัวให้เหมาะสม
ยาที่ใช้ในการรักษาโรคเก๊าท์แบ่งออกเป็นสามประเภท      • ยาประเภทแรกเป็นยาแก้ปวดและลดการอักเสบของข้อซึ่งจะใช้เป็นครั้งคราวเป็นระยะเวลาสั้น ๆ เมื่อมีการกำเริบของโรค ยากลุ่มนี้ไม่ได้ช่วยให้โรคเก๊าท์ดีขึ้นในระยะยาว        • ยาประเภทที่สองเป็นยาป้องกันโรคเก๊าท์กำเริบ แพทย์มักจะสั่งให้รับประทานในขนาดน้อย ๆ ต่อเนื่องไปตลอดจนกว่าข้ออักเสบจะไม่กำเริบ ปุ่มก้อนโทฟัสยุบหายไป และระดับกรดยูริคในเลือดอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมติดต่อกันอย่างน้อย 6 เดือน     • ยาประเภทที่สามเป็นยาลดกรดยูริค มีสองชนิดให้เลือก คือ ยาลดการสร้างกรดยูริค และยาขับกรดยูริคออกทางปัสสาวะ แพทย์จะตัดสินใจเลือกให้ตามความเหมาะสม ซึ่งผู้ป่วยจะต้องรับประทานอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานจึงจะช่วยให้โรคเก๊าท์รักษาหายขาดได้ รวมทั้งลดการถูกทำลายของข้อในระยะยาว
ทั้งนี้แพทย์อาจปรับเปลี่ยนชนิดและวิธีการให้ยาทั้งสามประเภทให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย
นอกจากนี้ยังมีโรคอื่น ๆ ที่อาจพบร่วมด้วยในผู้ป่วยโรคเก๊าท์ เช่น โรคอ้วน โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง โรคนิ่วในไตและโรคไตวายเรื้อรัง ซึ่งควรได้รับการเฝ้าระวังและตรวจติดตามไปพร้อมกัน
7. โรคเก๊าท์รักษาให้หายขาดได้หรือไม่     โรคเก๊าท์เป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ คือไม่มีการอักเสบของข้อซ้ำอีก เพียงแต่ผู้ป่วยจะต้องหยุดสุราให้ได้ รับประทานยาที่แพทย์สั่งอย่างต่อเนื่อง และมาตรวจตามนัดสม่ำเสมอ ในการมาตรวจแต่ละครั้งแพทย์จะตรวจเลือดเพื่อติดตามระดับกรดยูริคในเลือดเพื่อช่วยในการปรับยาลดกรดยูริค รวมทั้งเฝ้าระวังผลข้างเคียงจากยา และโรคร่วมอื่น ๆ ด้วย
8. หากรักษาโรคเก๊าท์ไม่ถูกต้องจะเป็นอย่างไร     มีการกำเริบของโรคบ่อยขึ้น ทำให้มีโอกาสที่ต้องใช้ยาแก้ปวดบ่อยขึ้น ซึ่งยาในกลุ่มนี้หากใช้อย่างไม่ถูกต้องอาจมีผลเสียต่อไตและตับได้ หรือบางรายเกิดแผลในกระเพาะทะลุ อาเจียนเป็นเลือดต้องมานอนรพ. นอกจากนี้โรคอาจเป็นรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนเกิดความพิการทางข้อ ส่งผลกระทบต่อภาวะทางเศรษฐกิจและสังคมของผู้ป่วย

No comments:

Post a Comment